หากลิสต์รายชื่อผู้จัดรายการนิวเจเนเรชั่นที่มาแรง โดดเด่นด้วยคาแรกเตอร์ชัดเจน และมีวิสัยทัศน์ที่สดใหม่สร้างความตื่นตัวให้กับแวดวงโทรทัศน์ยุคนี้ได้อย่างโครมคราม เห็นทีชื่อของ เต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก หรือ เต้ กันตนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท กันตนา เอฟโวลูชั่น จำกัด ผู้ทำคลอด เดอะเฟซ ไทยแลนด์ และซีรีส์ กอสซิปเกิร์ล ไทยแลนด์ ต้องผุดขึ้นมาเป็นลำดับต้นๆ
บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ได้พูดคุยกับ เต้ กันตนา สายเลือด “กัลป์จาฤก” มาทำความรู้จักกันว่าทำไมเขาถึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ “กันตนา” และ “วงการโทรทัศน์ไทย” คึกคัก และเขายังเตือน “เรตติ้ง” อาจเป็นอาวุธทำวงการโทรทัศน์ตายหมู่!
โตมาในครอบครัว “กัลป์จาฤก” ทำให้ คุณเต้ “ต้องทำ” หรือเพราะ “อยากทำ” งานตรงนี้จริงๆ
“อยากทำอยู่แล้ว และโชคดีที่ทุกคนในครอบครัวเต้อยากทำกันหมดเลย น้องๆ แฮปปี้ที่จะทำ คุณพ่อ(จาฤก กัลย์จาฤก) ไม่เคยบังคับแต่ว่าเราชอบและอยากทำเอง จริงๆ ตอนเด็กเริ่มจากการเป็นนักแสดงนะ ตั้งแต่เกิดได้ 20 วัน เป็นไตเติ้ลของละครเรื่องบาปบริสุทธิ์ แล้วก็เล่นละคร เล่นหนังกาเหว่าที่บางเพลง ล่าสุด ละครเรื่องกษัตริยา ก่อนไปเรียนต่อต่างประเทศก็ได้ร้องเพลงประกอบละคร ส่วนใหญ่จะเป็นแนวศิลปะบันเทิง (ยิ้ม)
แต่ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งร้องเพลงแล้วคุณพ่อก็เปิดบริษัท อาร์ทีมีส เรคคอร์ด เป็นค่ายเพลง เราก็ได้บริหาร ศิลปินมีฮิวโก้ จุลจักร แต่สุดท้ายต้องกลับไปอยู่เมืองนอกหลังเรียนจบที่จุฬาฯ ก็เลยปิดบริษัทไปไม่ทำต่อเหลือแค่ทำเพลงละครบ้าง
มีช่วงที่ต้องกลับเมืองไทยตอนคุณลุงเสียชีวิต (สิทธานต์ กัลย์จาฤก) พอกลับมาคุณพ่อก็มาคุยว่า ถึงเวลาทำงานแล้วมั้ย ก็เลยตัดสินใจอยู่ ตั้งแต่วันนั้น ก็ 8 ปีแล้วที่อยู่เมืองไทยตลอด วันนั้นแม้แต่กระเป๋าก็ไม่ได้กลับไปเก็บ”
เปิดรับความเปลี่ยนแปลง ประกาศให้รู้ว่ากันตนามีดี
บทบาทการเป็นนักแสดงกันตนา
ร่วมแสดงกษัติยา
พร้อมหรือเปล่าตอนนั้นที่คุณพ่อบอกว่าถึงเวลาแล้ว
“คุณพ่อไม่ได้บอกนะว่าต้องกลับมา แค่ถามว่ากลับมาได้แล้วมั้ย เพราะเต้อยู่ต่างประเทศก็อยู่ไปเรื่อยๆ เอาจริงๆ ก็เกเรแหละ เรารู้สึกไม่ชอบอยู่ที่นี่เท่าไหร่ เราอยู่ที่นู่นแล้วสบายกว่า ไปอยู่ 2 ปีไม่ได้คิดจะกลับมาด้วยซ้ำ คิดว่าจะอยู่ที่นู่นตลอด ไม่คิดว่าจะต้องกลับมาทำงานตรงนี้ด้วย เพราะเราเคยรู้สึกไม่โอเคที่เคยร้องเพลงแล้วคนว่าเรา ว่าถ้าไม่ใช่ลูกหลานกันตนาก็ร้องไม่ได้หรอก ตอนนั้นคิดว่าตายละฉันไม่มีความสามารถขนาดนั้นเหรอ (หัวเราะ)
แต่ไม่ใช่ว่าไม่ชอบการโดนวิจารณ์นะ ชิน! (ยิ้ม) เราโตมากับการเป็นครอบครัวสาธารณะ แต่! ถ้าเลือกได้อย่ามายุ่งกับฉันเลย (หัวเราะ) แต่กลับมานี่ก็ไม่ได้รู้สึกนะว่าโดนบังคับให้ทำ เพราะบังคับไม่ได้อยู่แล้ว แต่เราโตแล้วไงและก็อิ่มแล้วกับการใช้ชีวิตอิสระ ส่วนเรื่องการโดนวิพากษ์วิจารณ์ ณ วันนี้เราพร้อมแล้ว โตขึ้น วิจารณ์มาเลย พร้อม! เต้เป็นคนอย่างนี้ตั้งแต่เด็ก ถ้าจะทำอะไรทำเลย แล้วต้องทำให้ดีด้วย”
เรื่องใหญ่เหมือนกันนะสำหรับวัยรุ่นรักอิสระคนหนึ่งที่ต้องกลับมาเป็นผู้บริหารบันเทิงยักษ์และต้องไปให้รอด
“เรื่องใหญ่มั้ยเหรอ ไม่รู้สิ แต่เต้รู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเรามีความรู้สึกว่าคุณพ่อ คุณอา ก็ยังอยู่ ผู้บริหารอยู่รอบตัวเรา และก็เป็นครอบครัวเราหมดเลย เราโตมาเราเห็นว่าพี่ๆ น้องๆ ทีมงานที่นี่ก็อยู่กับเรามาตั้งนานแล้ว เราคิดว่าเราไม่เคยทิ้งใคร และเขาก็ไม่ทิ้งเรา กลัวอะไรละ เรามีทั้งครอบครัวและทีมงานคอยซัพพอร์ตอยู่ เราแค่ทำในส่วนของเราให้ดีที่สุดและเรียนรู้ไปเรื่อยๆ
อีกอย่างคุณพ่อไม่ได้เริ่มจากให้เต้เป็นผู้บริหารนะ คุณพ่อให้เต้เป็นผู้ติดตามเขาก่อน เต้ได้ค่อยๆ เรียนรู้งานทีละอย่างๆ ปีไหนอะไรสำคัญคุณพ่อก็ส่งไปดู หนังแอนิเมชั่น ทีวีดาวเทียม คุณพ่อก็ส่งไปดู ตอนนี้ทีวีดิจิตอลมาคุณพ่อก็ส่งมาดูคอนเทนต์ จนเราคิดว่าตอนนี้เราเจอละสิ่งที่ทำได้และสนุกกับมัน
ซึ่งก็คือการดูคอนเทนต์ในสายทีวี แต่ถ้าถามว่าทำได้ดีหรือเปล่า เต้ตอบไม่ได้ ต้องให้พี่ๆ ทีมงานและคนดูตัดสินละกัน แต่เราแค่รู้สึกว่าเราทำได้ และคิดว่าชีวิตนี้ทำเป็นอยู่อย่างเดียวด้วย (หัวเราะ)”
คนดูสมัยนี้เขาเปลี่ยนไปแล้ว
การปรับตัวให้การทำงานกับผู้ใหญ่ต้องใช้เวลา
จำงานชิ้นแรกได้หรือเปล่า
“ทำราชการสัมพันธ์ (หัวเราะ) ของยากเลย แต่ชอบนะ เป็นคนชอบคุยกับผู้ใหญ่ เพราะคุยกับคนวัยเดียวกันไม่รู้เรื่อง ตรงนี้ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรเยอะมากๆ รู้จักคิดงาน ทำทำงานเตรียมขายลูกค้า เรียนรู้ที่จะเก็บตังค์ คุณพ่อสอนให้ไม่ดีใจจนกว่าจะเก็บตังค์ได้หมด (หัวเราะ) เวลาขายงานได้คุณพ่อจะบอกตลอดว่าอย่าเพิ่งดีใจ ขายได้ไม่ได้แปลว่าสำเร็จ ปิดจ๊อบคือการที่เก็บตังค์ได้ครบ โปรเจกต์แรกที่ภูมิใจมากเป็นสารคดีชื่อ ล้นเกล้าของชาวไทย
หลังจากนั้นคุณพ่อก็ให้บินไปเมืองคานส์ คานส์จะมีส่วนที่เกี่ยวกับวงการทีวีด้วย ตั้งแต่นั้นก็รับผิดชอบจุดนี้ เราเริ่มซื้อขายรายการเป็น เริ่มสะสมรายการต่างๆ เยอะขึ้นเรื่อยๆ”
ด้วยความที่เราเป็นเจเนเรชั่นใหม่ การปรับตัวกับผู้บริหารเจเนเรชั่นก่อนหน้าต้องทำเยอะมั้ย
“เยอะมาก กว่าจะมาถึงวันนี้ก็เป็นเรื่องเป็นราวมาก เพราะพี่ๆ ทีมงานเขาก็ทำแบบนี้มานานแล้ว เขาไม่เห็นจะเสียหายอะไร ซึ่งก็จริงเพราะที่พี่ๆ เขาทำมาก็สร้างให้เต้มีกินมีใช้จนทุกวันนี้ แต่เต้มีความรู้สึกว่าเราต้องปรับตัว ทำไมกันตนาถึงได้ถูกมองว่าเชย ทำอะไรบ้านๆ เป็นอย่างเดียว ทั้งที่เราฮอลลีวูดไปถึงไหนแล้ว ไม่เคยมีใครสนใจ เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ แต่ก่อนกันตนาเคยครองใจวัยรุ่น ละครตอนเย็น กว่าจะสวมหมวกขาว สายฟ้าสลาตัน แล้วสิ่งเหล่านี้หายไปไหน เต้ไม่ได้โทษอะไรใครนะ เพราะมียุคหนึ่งต้องยอมรับว่ากันตนาขยายงานเยอะมาก จนลืมตรงจุดนี้ไป”